ตกขาวสีเหลืองและตกขาวสีเขียว สัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ควรระวัง
ตกขาวเป็นเรื่องปกติสำหรับผู้หญิง และมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสะอาดและสุขภาพของจุดซ่อนเร้น อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในสี กลิ่น หรือปริมาณของตกขาวอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาสุขภาพที่ควรให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตกขาวสีเหลืองและตกขาวสีเขียว ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ มาดูกันว่าตกขาวสีเหลืองและสีเขียวมีความหมายอย่างไรและเราควรทำอย่างไรเมื่อพบว่ามีตกขาวสีเหลืองหรือสีเขียว
ตกขาวสีเหลือง : สาเหตุ
1. การติดเชื้อแบคทีเรีย
– ตกขาวสีเหลืองมักเป็นสัญญาณของการติดเชื้อแบคทีเรียในจุดซ่อนเร้น การติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไปที่ทำให้เกิดตกขาวสีเหลือง ได้แก่ การติดเชื้อแบคทีเรีย vaginosis ซึ่งอาจมีอาการคัน แสบ หรือกลิ่นเหม็นร่วมด้วย
2. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs)
– โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หนองในเทียม (chlamydia) หรือหนองใน (gonorrhea) อาจทำให้เกิดตกขาวสีเหลือง หากมีอาการร่วมอื่นๆ เช่น เจ็บปวดขณะปัสสาวะหรือมีเลือดออกระหว่างรอบเดือน ควรรีบพบแพทย์
3. การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
– การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้สีของตกขาวเปลี่ยนไปเป็นสีเหลืองได้ เช่นในช่วงก่อนหรือหลังรอบเดือน
ตกขาวสีเขียว : สาเหตุ
1. การติดเชื้อจากปรสิต
– ตกขาวสีเขียวมักเกิดจากการติดเชื้อจากปรสิตที่เรียกว่า Trichomonas vaginalis หรือโรคทริโคโมนิเอซิส (trichomoniasis) ซึ่งเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อาการอื่นๆ ที่มักพบร่วมกันคือ กลิ่นเหม็น คัน แสบ และเจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์หรือปัสสาวะ
2. การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรา
– นอกจากปรสิตแล้ว การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราบางชนิดก็อาจทำให้ตกขาวมีสีเขียวและมีลักษณะเป็นฟองหรือมีกลิ่นเหม็นได้
ตกขาว หรือมูกจากช่องคลอด
เป็นตัวบอกสุขภาพ ภายในช่องคลอดตัวหนึ่ง
“มูก”
– ส่วนใหญ่จะมีกลางรอบเดือน
– เป็นสิ่งบอกทางอ้อมๆว่ามีการตกไข่ ในช่วงนั้น
– มูกที่ปกตินั้นจะใสๆ ยึดๆได้
– ไม่ควรมีกลิ่นหรือสีที่ผิดปกติ
ดังนั้นการที่มีมูกที่มีสีหรือกลิ่นผิดปกติ จะเป็นสิ่งบอกได้ว่าสมดุลในช่องคลอดผิดปกติและยังสะท้อนไปถึงอาหารการกินของคนๆนั้นได้

